posted on 17 Nov 2009 14:03 by tawan2009
แพทย์ชี้ท่านอนตะแคงขวาดีสุด ช่วยให้หลับสบาย-ลดปวดหลัง (มติชน)
นพ.ชนินทร์ ลีวานันท์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดเผยว่า ท่านอนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้หลับสนิทตลอดคืนและตื่นนอนด้วยความสดชื่น ไม่รู้สึกปวดเมื่อย ทั้งนี้ โดยปกติคนทั่วไปนิยมนอนหงาย เพราะเป็นท่ามาตรฐาน ซึ่งการนอนหงายที่เหมาะสม ควรใช้หมอนต่ำและต้นคอควรอยู่แนวเดียวกับลำตัวเพื่อไม่ให้ปวดคอ
อย่างไรก็ตาม ท่านอนหงายไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจ เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมจะกดทับปอดทำให้หายใจไม่สะดวก ส่งผลทำให้การทำงานของหัวใจลำบากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หากใครมีอาการปวดหลังอยู่แล้วการนอนหงายท่าราบจะทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้นด้วย
"ท่านอนที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับท่านอนอื่นๆ คือ ท่านอนตะแคงขวา เพราะท่านี้จะช่วยให้หัวใจเต้นสะดวกและอาหารจากกระเพาะจะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี และยังช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดีอีกด้วย" นพ.ชนินทร์กล่าว
นพ.ชนินทร์กล่าวว่า ส่วนท่านอนตะแคงซ้ายที่จะช่วยลดอาการปวดหลังได้ แต่ควรกอดหมอนข้างและพาดขาไว้ เพื่อป้องกันอาการชาที่ขาซ้ายจากการนอนทับเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ท่านอนตะแคงซ้ายอาจทำให้เกิดลมจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ เนื่องจากอาหารที่ยังย่อยไม่หมดในช่วงก่อนเข้านอนคั่งค้างในกระเพาะอาหาร ส่วนท่านอนคว่ำเป็นท่าที่ทำให้หายใจติดขัด ทำให้ปวดต้นคอ ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องนอนคว่ำควรใช้หมอนรองใต้ทรวงอก เพื่อป้องกันอาการปวดเมื่อยต้นคอ
posted on 17 Nov 2009 13:32 by tawan2009
ผู้หญิงช่างพูด เครียดน้อยกว่าผู้ชาย (Lisa)
จากการศึกษาของนักวิชาการเยอรมันได้ผลมาว่า สิ่งที่ทำให้ผู้ชายป่วยเป็นโรคเครียดก็เนื่องมาจากการไม่พูดนั่นเอง
ในขณะที่เพศหญิงซึ่งเป็นเพศที่ชอบพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาของตนเอง หรือคุยซุบซิบกับเพื่อน ๆ แต่ผู้ชายมักพูดคุยเรื่องการงานมากกว่าจะคุยเรื่องปัญหาของตนเอง ดังนั้น ผู้ชายจึงมักฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิง และจากสถิติการฆ่าตัวตายของผู้ชายไทยมักสำเร็จมากกว่าผู้หญิงถึง 3 เท่า
ดังนั้น สาว ๆ อย่าได้นิ่งนอนใจ หากเห็นคุณพ่อหรือชายหนุ่มที่บ้านมีอาการมึนซึม หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปก็ลองไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันบ้างนะคะ เพื่อหาทางช่วยกันแก้ปัญหาหรือชักชวนกันไปพบจิตแพทย์
การซุบซิบนินทาของผู้หญิง ก็แก้เครียดได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ข้ออ้างในการนินทาคนอื่นนะคะ
posted on 17 Nov 2009 13:21 by tawan2009
อาหารธรรมชาติ...ดีจริงหรือแค่กระแส?
ชมรมโภชนวิทยามหิดล จัดเสวนา "อาหารธรรมชาติ...ดีจริงหรือแค่กระแส?" นักวิชาการแนะอาหารธรรมชาติมีประโยชน์สูง แต่ต้องรู้จักเลือกกินให้เหมาะสม..
ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด การเติมอาหารที่ดี ๆ ให้กับร่างกายถือเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง เพราะสุขภาพจะดีได้ด้วยการเลือกบริโภคอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และคงไม่มีใครปฏิเสธว่า อาหารจากธรรมชาติให้คุณค่าดี ๆ ต่อสุขภาพสำหรับคนทุกเพศทุกวัย เพราะเป็นอาหารที่บริสุทธิ์ อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุสูง
ในงานเสวนา "อาหารธรรมชาติ...ดีจริงหรือแค่กระแส?" ซึ่งชมรมโภชนวิทยามหิดล จัดขึ้นที่ห้องประชุมคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อเร็ว ๆ นี้ ม.ร.ว.พรรณนิภา จันทรทัต ประธานชมรมโภชนวิทยามหิดล เผยว่า ปัจจุบันเทรนด์อาหารธรรมชาติได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว โดยเฉพาะเครื่องดื่มให้คุณประโยชน์สารอาหารจากธรรมชาติ ได้กลายเป็นกระแสนิยมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหลายชนิดได้เพิ่มคุณประโยชน์จากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น มอลต์ นมโค และธัญญาหารสุดฮิต ซึ่งล้วนเป็นแหล่งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด จึงช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานอย่างรวดเร็ว และลดอาการเพลียอ่อนล้าจากภาวะที่เรียกว่า Energy Short หรือพลังงานเกิดการลัดวงจรจากการที่ร่างกายทำงานหนัก พบได้บ่อยในวัยทำงาน
ด้าน ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ กรรมการฝ่ายวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล เผยว่า อาหารธรรมชาติเป็นแหล่งอาหารที่มีประโยชน์สูง แต่ต้องรู้จักเลือกกินให้เหมาะสม อาหารธรรมชาตินอกจากนมโคซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคมานานแล้ว ยังมีกลุ่มธัญญาหารต่าง ๆ ที่กำลังเป็นเทรนด์ฮิตในปัจจุบัน โดยเฉพาะงาดำ ถั่วเหลือง จมูกข้าวสาลี และมอลต์ ฯลฯ ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งคาร์โบไฮเดรต รวมถึงโปรตีนที่ช่วยในการเจริญเติบโต และยังเป็นแหล่งวิตามินแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูง ทั้งวิตามินเอ บี 1 บี 2 บี 12 แคลเซียม ธาตุเหล็กโฟเลท และไอโอดีน อีกทั้งยังมีเส้นใยอาหารสูง และเป็นเส้นใยชนิดที่ละลายในน้ำได้ ทำหน้าที่เหมือนเจลที่คอยอุ้มน้ำไว้ ลำไส้จึงขับเคลื่อนได้ดี ช่วยลดปัญหาเรื่องท้องผูกและความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ได้ อีกทั้งยังช่วยลดคอเลสเทอรอลในเลือด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
ปัจจุบัน ธัญญาหารได้ถูกนำมาแปรรูปเป็นสินค้ามากมาย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับคนรุ่นใหม่ผู้รักสุขภาพ ตัวอย่างเครื่องดื่มคุณค่าจากธรรมชาติที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาช้า นาน เช่น เครื่องดื่มมอลต์ ให้คุณค่าธรรมชาติที่ได้จากข้าวบาร์เลย์ที่ไม่ผ่านการขัดสี อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เหมาะกับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต ที่ต้องการพัฒนาทั้งทางร่างกายและสมองไปพร้อม ๆ กัน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยระยะพักฟื้นที่ต้องการสารอาหาร เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกาย ผู้สูงอายุที่รับประทานอาหารไม่ค่อยได้
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรพิจารณาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารจากธรรมชาติ โดยคำนึงถึง 3 องค์ประกอบสำคัญคือ หวานน้อย ไขมันต่ำ และมีเส้นใยอาหารสูง นอกจากนี้ ต้องมีแหล่งที่มาและบริษัทคุณภาพน่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้คุณค่าจากธัญญาหารอย่างแท้จริง เพราะหากวัตถุดิบและขบวนการผลิตไม่ได้มาตรฐาน นอกจากจะไม่ให้คุณค่าอาหารจากธรรมชาติแล้ว ยังมีโทษร้ายแรงต่อสุขภาพอีกด้วย เนื่องจากธัญญาหารเหล่านี้เป็นเชื้อราได้ง่าย หากเก็บรักษาและผลิตไม่ถูกวิธี
ที่มาของข้อมูล : ไทยรัฐ